โปรดเลือกภาษา / select Languages
ประวัติความเป็นมา สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์
การจัดตั้งสภาสังคมสงเคราะห์ฯ
ความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคม ได้ทำให้ประชาชนจำนวนมากต้องประสบความทุกข์ยากเดือดร้อน ไม่สามารถพึ่งพาตนเองได้ แม้งานสังคมสงเคราะห์จะขยายออกไปมาก
แต่การดำเนินงานยังขาดความร่วมมือและประสานงานกัน ผู้ดำเนินงานขององค์การสังคมสงเคราะห์ ทั้งของภาครัฐบาลและเอกชน จึงได้ดำริที่จะก่อตั้งองค์การกลางของการสังคมสงเคราะห์ขึ้น
ในปี พ.ศ. ๒๕๐๑ ผู้แทนองค์การสังคมสงเคราะห์ ๙ องค์การ ได้แก่
1. กรมประชาสงเคราะห์
2. มูลนิธิอนุเคราะห์คนพิการ
3. สมาคมสตรีอุดมศึกษา
4. มูลนิธิช่วยและให้การศึกษาคนตาบอด
5. มูลนิธิพีระยานุเคราะห์
6. ยุวพุทธิกสมาคมแห่งประเทศไทย
7. ยุวสมาคมแห่งประเทศไทย
8. สมาคม วาย.ดับบลิว. ซี. เอ.
9. สมาคม วาย. เอ็ม. ซี. เอ.
ได้ร่วมประชุมกันเป็นครั้งแรก ณ กรมประชาสงเคราะห์ เมื่อวันที่ ๒๖ กันยายน ๒๕๐๑ ในที่สุดได้มีมติตกลงให้จัดตั้งองค์การกลางสังคมสงเคราะห์ขึ้น
เพื่อทำหน้าที่ประสานงานและส่งเสริมความรู้ความเข้าใจในหน้าที่และงานสังคมสงเคราะห์ โดยได้รับอนุญาตจัดตั้งสมาคมหรือองค์การ เมื่อวันที่ ๑๘ ธันวาคม ๒๕๐๒ ชื่อว่า
สภาองค์การสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย วันที่ ๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๐๓ สภาองค์การสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ได้รับอนุมัติจากทางราชการให้จดทะเบียนเป็นนิติบุคคล
โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมและประสานงานด้านสังคมสงเคราะห์ทั้งของทางราชการและเอกชน ต่อมาในเดือนมีนาคม ๒๕๐๔ สภาองค์การสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ได้เปลี่ยนชื่อเป็น
“สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย”
วันที่ ๑๐ สิงหาคม ๒๕๐๔ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ
รับสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ไว้ในพระบรมราชูปถัมภ์ และ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง
ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯรับเป็นประธานกิตติมศักดิ์ สภาสังคมสงเคราะห์ฯ จึงถือว่าวันที่ ๑๐ สิงหาคมของทุกปีเป็นวันน้อมเกล้าฯ รำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ
และได้จัดงานวันน้อมเกล้าฯ เป็นประจำทุกปี นอกจากนี้ ยังทรงโปรดเกล้าฯ พระราชทานเงิน ๑ ล้านบาท เป็นทุนริเริ่มการสร้างตึกที่ทำการบนพื้นที่ของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์
โดยพระราชทานนามตึกว่า “ตึกมหิดล” เพื่อเป็นการเทิดทูนพระเกียรติคุณในด้านสังคมสงเคราะห์ของสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก เมื่อการก่อสร้างตึกแล้วเสร็จ
ทั้ง ๒ พระองค์ ได้เสด็จพระราชดำเนินทรงประกอบพิธีเปิดตึกนี้เมื่อวันที่ ๕ มีนาคม ๒๕๐๘ และพระราชทานพระราชดำรัสในพิธีเปิด “ตึกมหิดล” ความตอนหนึ่งว่า “ตึกนี้นอกจากจะอำนวยประโยชน์และความสะดวก
ในการบริหารงานของสภาสังคมสงเคราะห์ฯ แล้ว ยังเป็นเครื่องหมายสำคัญของการร่วมมือระหว่างทางราชการกับบรรดาองค์การเอกชนในการบำเพ็ญประโยชน์ในด้านสาธารณสงเคราะห์ร่วมกันด้วย ปัจจุบันมีปัญหาสังคมที่กระทบ
กระเทือนถึงความเป็นอยู่ส่วนรวมและเป็นอันตรายต่อความสงบสุขของบ้านเมืองเพิ่มมากขึ้นทุกขณะ ปัญหาเหล่านี้จำเป็นจะต้องร่วมกันบำบัดแก้ไขและป้องกันให้ทันท่วงที การที่สภาสังคมสงเคราะห์ฯ ได้แบ่งเบาภาระของทางราชการ
ในงานด้านนี้ไปได้เป็นอันมาก เป็นการที่น่าอนุโมทนาสรรเสริญอย่างยิ่ง” พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์
จ่ายพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์เป็นค่าเช่าที่ดิน อันเป็นที่ตั้งของ “ตึกมหิดล” เดือนละ ๔๐๐.- บาท ตั้งแต่เดือนกันยายน ๒๕๐๖ เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นหาที่สุดมิได้
สัญลักษณ์ของสภาสังคมสงเคราะห์ฯ ได้รับพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร คือ พระมหาพิชัยมงกุฎ ซึ่งอยู่เหนือศาลาไทย
พระมหาพิชัยมงกุฎ คือ สัญลักษณ์แห่งพระมหากรุณาธิคุณในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ที่มีต่อสมาคมสภาสังคมสงเคราะห์ฯ นำมาซึ่งสิริมงคลอันสูงยิ่งแก่สภาสังคมสงเคราะห์ฯ
ศาลาไทย คือ สัญลักษณ์แห่งความเมตตาอาทรแก่เพื่อนมนุษย์ ในสมัยก่อนคนไทยมักจะสร้างศาลาไว้ตามริมทาง เพื่อให้คนเดินทางที่ประสบความร้อนได้พักอาศัย เพื่อให้เกิดความร่มเย็น สภาสังคมสงเคราะห์ฯจะต้องปฏิบัติหน้าที่
เหมือนศาลาไทยที่เปิดรับคนทั่วไป โดยเฉพาะ ผู้ที่ได้รับความทุกข์ยากเดือดร้อน ช่วยให้ความทุกข์ยากเดือดร้อนของเขาได้ลดลงและหมดไป สามารถช่วยเหลือตนเองได้ในที่สุด
สืบเนื่องจากนโยบายและการดำเนินงานของสภาสังคมสงเคราะห์ฯ ได้ขยายกว้างขวางมากยิ่งขึ้น ทั้งการบริการด้านสังคมสงเคราะห์ การแก้ไขปัญหาสังคม และการพัฒนาสังคม จำนวนกรรมการอำนวยการและเจ้าหน้าที่ของสภาสังคมสงเคราะห์ฯ
ได้เพิ่มจำนวนมากขึ้น “ตึกมหิดล” ที่สร้างขึ้นในปี ๒๕๐๘ ไม่เพียงพอกับกิจกรรมและบริการของสภาสังคมสงเคราะห์ฯ คณะกรรมการอำนวยการของสภาสังคมสงเคราะห์ฯ จึงได้มีมติให้สร้างที่ทำงานของสภาสังคมสงเคราะห์ฯ เพิ่มเติม
พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้สภาสังคมสงเคราะห์ฯ ใช้ชื่ออาคารที่ก่อสร้างใหม่ ว่า “ตึกนวมหาราช”
เพื่อเป็นการเผยแพร่พระเกียรติคุณและพระบุญญาธิการของพระมหาราชของชาติไทย ๙ พระองค์ โดยเฉพาะพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และเพื่อเฉลิมพระเกียรติในโอกาส
ที่ทรงครองสิริราชย์สมบัติ ครบ ๕๐ ปี และได้ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินวางศิลาฤกษ์อาคาร “ตึกนวมหาราช”
เมื่อวันที่ ๔ กันยายน ๒๕๓๘ เวลา ๑๖.๐๐ น.
พระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี อาคาร สว. สำนักส่งเสริมอาชีพและพัฒนาคนพิการ สมาคมสภาสังคมสงเคราะห์ฯ สภาสังคมสงเคราะห์ฯ ได้รับพระกรุณาธิคุณจาก
สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี พระราชทานเงินจำนวน ๔ ล้านบาท เพื่อเป็นทุนในการก่อสร้างอาคารและทุนดำเนินงานของสำนักส่งเสริมอาชีพและพัฒนาคนพิการ และได้พระราชทาน
พระนามาภิไธยย่อ “ สว.” เป็นชื่ออาคาร สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้เสด็จพระราชดำเนินทรงวางศิลาฤกษ์ เมื่อวันที่ ๒๑ มิถุนายน ๒๕๓๔ และทรงเป็นประธาน
ในพิธีเปิดอาคาร เมื่อวันที่ ๑๐ กันยายน ๒๕๓๖ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือคนพิการที่ได้รับการฟื้นฟูสมรรถภาพแล้ว ให้มีความรู้ความสามารถที่จะประกอบอาชีพมีรายได้เลี้ยงดูตนเองและครอบครัว ปัจจุบันการดำเนินงานของ
สภาสังคมสงเคราะห์ฯ มีความเจริญก้าวหน้าตามลำดับ มีองค์กรสมาชิกที่เป็นเครือข่ายทั่วประเทศ เพื่อขับเคลื่อนการดำเนินงาน จำนวน ๙๔๑ องค์กร และสืบเนื่องมาจากสภาสังคมสงเคราะห์ฯ ได้จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลตามประมวล
กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา ๘๐ ได้กำหนดให้สมาคมต้องใช้ชื่อซึ่งมีคำว่า “สมาคม” ประกอบกับชื่อของสมาคมด้วย